ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
99 Ads Agency093 140 4295ปรึกษาฟรี

อัพเดทการตลาด · Travel Marketing

5 วิธีเพิ่ม Direct Booking บริษัททัวร์ ลดค่าคอมมิชชั่น OTA

กลยุทธ์ปฏิบัติการสำหรับเจ้าของบริษัททัวร์และทีมการตลาดเพื่อเพิ่มการจองตรงอย่างเป็นระบบ

โดย · Digital Marketing Specialist · เผยแพร่ · อัปเดตล่าสุด

ขอรับคำปรึกษาฟรี 093 140 4295

อินโฟกราฟิกสรุปประเด็นสำคัญของบทความ 5 วิธีเพิ่ม Direct Booking บริษัททัวร์ ลดค่าคอมมิชชั่น OTA
อินโฟกราฟิกสรุปหัวข้อ 5 วิธีเพิ่ม Direct Booking บริษัททัวร์ ลดค่าคอมมิชชั่น OTA

5 วิธีเพิ่ม Direct Booking บริษัททัวร์ ลดค่าคอมมิชชั่น OTA — การเพิ่มยอดจองตรงไม่จำเป็นต้องแย่งลูกค้าจาก OTA เสมอไป แต่ต้องออกแบบช่องทางจองให้ชัดเจน เชื่อถือได้ และให้เหตุผลที่ลูกค้าควรจองผ่านเว็บไซต์หรือผู้ติดต่อของบริษัทโดยตรง เพื่อรักษากำไรและลดค่าคอมมิชชั่นที่กัดกำไรของธุรกิจทัวร์อย่างเป็นระบบ

คำตอบสั้น ๆ

เริ่มด้วย Booking Engine เชื่อมระบบชำระเงินและ CRM เพื่อประสบการณ์ที่ไว้ใจได้ ปรับหน้าโปรโมชั่นให้ชัดเจน เสนอสิทธิพิเศษเฉพาะการจองตรง ใช้ Google Ads ผสาน UTM เพื่อวัดประสิทธิภาพ แยกงบทดลองบนเซ็กเมนต์ที่มาร์จินสูงก่อนขยายสเกล.

สรุปประเด็นสำคัญ

  • 1. ออกแบบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การจอง — เชื่อมคูปองกับบัญชีจริง
  • 2. ขับเทราฟฟิกคุณภาพและออกแบบแคมเปญ — วัดอัตรา Conversion เปรียบเทียบเวอร์ชัน
  • 3. วิเคราะห์ความถูกต้องของการวัดผลและจุดรั่วใน Funnel — เปรียบเทียบเหตุการณ์กับยอดรับจริง
  • 4. ทดลอง เปรียบเทียบ และจัดสรรงบตามผลที่ตรวจสอบแล้ว — ตั้งงบทดลองและตัวชี้วัดที่ผ่านการตรวจสอบ
  • 5. วัดสัดส่วน Direct Booking และลด Commission Leakage — สร้าง Dashboard รายสัปดาห์

ออกแบบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การจอง

ประเด็นนี้เน้นปรับประสบการณ์ผู้จองและตัวระบบให้ลูกค้าสามารถจองตรงได้สะดวกและเชื่อถือได้ โดยเลือก Booking Engine ที่ผสานกับระบบหลังบ้าน สร้างหน้าเสนอขายที่ตรงกับความต้องการ และผนวกสิทธิพิเศษที่หาไม่ได้บน OTA เพื่อให้การจองตรงมีข้อเสนอที่ชัดเจนและจับต้องได้.

ประเด็นสำคัญของออกแบบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การจอง

  • เลือก Booking Engine ที่เชื่อมต่อได้ง่าย

    เลือกระบบ Booking Engine ที่รองรับการเชื่อม API กับ CRM และมีตัวเลือกชำระเงินหลายช่องทางเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความสะดวกในการชำระเงิน.

  • สร้าง Landing Page แบบเจาะกลุ่ม

    ออกแบบหน้าลงจอดสำหรับคำค้นเชิงธุรกิจ เช่น 'ทัวร์ส่วนตัว' และเชื่อมตรงกับแพ็กเกจที่มีค่านำส่งต่ำ เพื่อให้ผู้ค้นพบมีเส้นทางจองตรงไม่ซับซ้อน.

  • สิทธิพิเศษเฉพาะช่องทางตรง

    ตั้งค่าโปรโมชั่นเฉพาะการจองตรง เช่น ส่วนลดมัดจำ หรือบริการเสริมฟรีที่ไม่มีบน OTA เพื่อสร้างเหตุผลชัดเจนให้ลูกค้ากดจองตรง.

  • แสดงหลักฐานความน่าเชื่อถือ

    วางภาพรีวิวและหลักฐานความน่าเชื่อถือบนหน้าแรกของแพ็กเกจและขั้นตอนจ่ายเงิน เพื่อช่วยลดความลังเลและเพิ่มอัตราการยืนยันการจอง.

มุมมองเชิงกลยุทธ์ — ออกแบบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การจอง

  • ประโยชน์จากการเชื่อมระบบแบบ End-to-End

    การเลือก Booking Engine ที่เชื่อมกับ CRM ช่วยให้ทีมเห็นประวัติผู้จองและข้อเสนอที่เหมาะสมต่อบุคคล ซึ่งทำให้การนำเสนอข้อเสนอพิเศษและการติดตามหลังการจองมีความสอดคล้องและเพิ่มอัตราการกลับมาจองซ้ำเมื่อเทียบกับการใช้ระบบแยกส่วน.

  • ลดอัตราทิ้งตะกร้าด้วยการออกแบบขั้นตอน

    การออกแบบ funnel แบบก้าวต่อก้าว ช่วยลดอัตราทิ้งตะกร้าสำหรับการจองทัวร์ โดยการให้ข้อมูลสำคัญทีละขั้นและแสดงต้นทุนสุทธิก่อนยืนยันการจอง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นและลดความรู้สึกว่ามีค่าใช้จ่ายแอบแฝง.

แผนลงมือทำ — ออกแบบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การจอง

  1. เชื่อมคูปองกับบัญชีจริง

    เปิดระบบคูปองและส่วนลดบน Booking Engine ที่ผสานกับระบบบัญชี เพื่อคำนวณมาร์จิ้นหลังหักค่าธรรมเนียมอย่างเรียลไทม์ และกำหนดเงื่อนไขการใช้คูปองที่ตรวจสอบได้ในหน้าจัดการการจองของระบบ.

  2. ลดแรงเสียดทานในช่องทางจอง

    ปรับรูปแบบหน้าจองให้ลดขั้นตอนไม่จำเป็น โดยเก็บข้อมูลสำคัญแบบก้าวต่อก้าวและแสดงค่าธรรมเนียมรวมก่อนจ่ายเงิน เพื่อให้ลูกค้าเห็นความโปร่งใสและความคุ้มค่าก่อนยืนยันการจอง.

  3. ผสานการสื่อสารหลังการจอง

    ออกแบบอีเมลยืนยันและข้อความหลังการจองที่ให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติม เช่น เครดิตทริปถัดไปหรือบริการเสริม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ากลับมาจองตรงอีกครั้งและเพิ่มค่าเฉลี่ยการจองต่อคน.

ออกแบบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การจอง
ออกแบบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การจอง

ขับเทราฟฟิกคุณภาพและออกแบบแคมเปญ

แคมเปญและการขับทราฟฟิกต้องมีโครงสร้างกลุ่มคำค้นและหน้า Landing ที่สอดคล้องกับความตั้งใจซื้อ แยกการสื่อสารตามช่องทาง และใช้รีมาร์เก็ตติ้งร่วมกับเนื้อหาที่ตอบข้อข้องใจ เพื่อเพิ่มอัตราเปลี่ยนเป็นการจองตรงโดยไม่เพิ่มงบอย่างไม่จำเป็น.

ประเด็นสำคัญของขับเทราฟฟิกคุณภาพและออกแบบแคมเปญ

  • ตั้งค่าแคมเปญค้นหาเชิงเจาะจง

    กำหนดกลุ่มคำค้นเจาะจงเช่น ชื่อเส้นทาง จุดหมาย และความต้องการพิเศษ แล้วใช้หน้า Landing ที่ปรับข้อความและองค์ประกอบตามกลุ่มคำค้นนั้นเพื่อเพิ่มความเกี่ยวข้องกับผู้ค้นหา.

  • เซ็กเมนต์แคมเปญตามช่องทาง

    แยกกลุ่มลูกค้าตามต้นทางการเข้าชม เช่น โฆษณา Google, โพสต์โซเชียล และการเข้าเว็บตรง เพื่อออกแบบข้อความและข้อเสนอที่ตอบโจทย์พฤติกรรมของแต่ละช่องทาง.

  • โฆษณารีมาร์เก็ตติ้งแบบไดนามิก

    ใช้โฆษณาแบบ Dynamic Remarketing สำหรับแพ็กเกจที่ลูกค้าเคยดู โดยเชื่อมกับ Booking Engine เพื่อแสดงราคาปัจจุบันและสถานะที่นั่งแบบเรียลไทม์.

  • FAQ แบบจุดขายบนหน้าจอง

    ตั้งหน้า FAQ ย่อยบนหน้าแพ็กเกจที่ตอบคำถามเรื่องการชำระเงิน เงื่อนไขการยกเลิก และสิทธิพิเศษ เพื่อช่วยลดคำถามก่อนจ่ายเงินและลดแรงเสียดทานการจอง.

มุมมองเชิงกลยุทธ์ — ขับเทราฟฟิกคุณภาพและออกแบบแคมเปญ

  • ผลของ Matching ระหว่างคำค้นและหน้าลงจอด

    การจับคู่คำค้นกับหน้า Landing ที่ปรับตามความตั้งใจซื้อ (search intent) ทำให้ค่า CTR ที่นำไปสู่การจองจริงสูงขึ้น เพราะข้อความในโฆษณาตรงกับข้อมูลที่ลูกค้าต้องการเห็นก่อนตัดสินใจ และลดต้นทุนต่อการจองเมื่อเปรียบเทียบกับโฆษณทั่วไปที่กว้างและไม่เฉพาะเจาะจง.

  • จังหวะและเนื้อหาของรีมาร์เก็ตติ้ง

    รีมาร์เก็ตติ้งที่ส่งข้อเสนอเมื่อเวลาที่ลูกค้าทิ้งตะกร้าอย่างเหมาะสม จะเพิ่มโอกาสกลับมาจองซ้ำเมื่อข้อเสนอสอดคล้องกับเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าทิ้งตะกร้า เช่น ราคา ความไม่แน่ใจเกี่ยวกับบริการ หรือเงื่อนไขการชำระเงิน.

แผนลงมือทำ — ขับเทราฟฟิกคุณภาพและออกแบบแคมเปญ

  1. วัดอัตรา Conversion เปรียบเทียบเวอร์ชัน

    ตั้ง KPI เปรียบเทียบอัตรา Conversion ของหน้า Landing Page แต่ละเวอร์ชัน และเก็บข้อมูลเวลาในการตัดสินใจของลูกค้าเพื่อใช้กำหนดเวอร์ชันที่ให้ผลดีที่สุด.

  2. ติดตามเหตุการณ์สำคัญแบบต่อเนื่อง

    เก็บเหตุการณ์สำคัญเช่น 'เริ่มจอง' 'เลือกแพ็กเกจ' และ 'ชำระมัดจำ' ในระบบวิเคราะห์เดียวกัน และตรวจสอบช่องที่มีอัตราทิ้งสูงเพื่อปรับข้อความหรือแบบฟอร์มให้ชัดเจนขึ้น.

  3. รีมาร์เก็ตติ้งสำหรับผู้ทิ้งตะกร้า

    ทดสอบข้อความจูงใจสำรองสำหรับลูกค้าที่ทิ้งตะกร้าโดยใช้แคมเปญรีมาร์เก็ตติ้งและข้อเสนอเฉพาะ เพื่อดึงกลับและรวบรวมสาเหตุการทิ้งตะกร้าจากการตอบสนองของลูกค้า.

วิเคราะห์ความถูกต้องของการวัดผลและจุดรั่วใน Funnel

ส่วนนี้วิเคราะห์ความถูกต้องของการวัดผลโดยเจาะจงนิยามเหตุการณ์ ช่องวัดผลที่มีความคลาดเคลื่อน และจุดรั่วของ Funnel เพื่อให้ทีมสามารถระบุข้อผิดพลาดเชิงข้อมูลก่อนจะนำตัวเลขไปตัดสินใจจัดสรรงบหรือรายงานต่อผู้บริหาร.

ประเด็นสำคัญของวิเคราะห์ความถูกต้องของการวัดผลและจุดรั่วใน Funnel

  • กำหนดเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนในการบันทึก

    ตั้งเกณฑ์เปรียบเทียบเช่นความแตกต่างไม่เกิน 5% ระหว่างยอดยืนยันใน Booking Engine กับยอดที่บันทึกในบัญชีเพื่อเป็นสัญญาณว่าการส่งเหตุการณ์เป็นไปถูกต้องหรือยังต้องทบทวน.

  • ตรวจสอบเหตุการณ์ก่อนการซื้อ

    ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดก่อนการซื้อเช่น 'ดูรายละเอียดแพ็กเกจ' และ 'คำนวณราคา' เพื่อดูว่ามีข้อมูลไม่เพียงพอที่ทำให้ลูกค้าหยุดขั้นตอนไหนและปรับเนื้อหาในขั้นตอนนั้น.

  • ติดตามสัญญาณความล้มเหลวเชิงปฏิบัติการ

    ใช้การจับสัญญาณความล้มเหลวเช่นอัตราการตอบกลับแบบฟอร์มต่ำหรือการคืนการชำระเงิน เพื่อหา pattern ของความผิดพลาดที่เป็นสาเหตุให้การวัดผลไม่สมบูรณ์.

  • เปรียบเทียบข้อมูล OTA กับระบบภายใน

    เก็บตัวอย่างข้อมูลการจองจาก OTA เพื่อเปรียบเทียบและตรวจสอบว่ามีการจองที่ระบบของบริษัทไม่ได้รับหรือมีความแตกต่างในขั้นตอนการชำระเงิน เพื่อป้องกันการสูญเสียข้อมูลการขาย.

มุมมองเชิงกลยุทธ์ — วิเคราะห์ความถูกต้องของการวัดผลและจุดรั่วใน Funnel

  • ผลจากนิยามเหตุการณ์ที่ไม่สอดคล้องกัน

    ความผิดพลาดของการวัดส่วนใหญ่เกิดจากการไม่สอดคล้องของนิยามเหตุการณ์ระหว่างทีมการตลาด ระบบจอง และบัญชี เช่น คำว่า 'ยืนยันการจอง' อาจตีความต่างกัน การนิยามร่วมกันและการตั้งเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจจัดสรรงบ.

  • ความสำคัญของการทดสอบ Attribution

    โมเดล Attribution ที่ใช้โดยไม่ทดสอบหลายรูปแบบมักทำให้การตัดสินใจงบโฆษณาเบ้ไปยังช่องทางใดช่องทางหนึ่ง การใช้โมเดลหลายมุมมองและเปรียบเทียบผลทุกไตรมาสช่วยให้เห็นภาพความจริงมากขึ้นก่อนเปลี่ยนงบ.

แผนลงมือทำ — วิเคราะห์ความถูกต้องของการวัดผลและจุดรั่วใน Funnel

  1. เปรียบเทียบเหตุการณ์กับยอดรับจริง

    ตรวจสอบความสอดคล้องของเหตุการณ์จาก Booking Engine ไปยังระบบวิเคราะห์โดยเทียบค่าจำนวนการยืนยันการจองและยอดเงินรับจริง เพื่อค้นหาช่องวัดผลที่ก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนและระบุจุดที่ต้องแก้ไขก่อนสรุปผล.

  2. ทดสอบโมเดล Attribution หลายมุมมอง

    ทำการสอบเทียบ Attribution โดยทดสอบการมอบเครดิตให้ช่องทางต้นทางหลายแบบ เช่น Last Click, Time Decay และ Data-Driven เพื่อดูผลกระทบต่อการตัดสินใจจัดสรรงบโฆษณา.

  3. วิเคราะห์จุดรั่วและเกณฑ์การตัดสินใจ

    สแกน Funnel หาจุดรั่วที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น หน้าจ่ายเงินที่มีอัตราทิ้งสูงหรือขั้นตอนยืนยันที่ซับซ้อน และกำหนดเกณฑ์ว่าช่องทางใดควรแก้ไขทันทีหรือควรวางแผนปรับปรุงระยะกลาง.

วิเคราะห์ความถูกต้องของการวัดผลและจุดรั่วใน Funnel
วิเคราะห์ความถูกต้องของการวัดผลและจุดรั่วใน Funnel

ทดลอง เปรียบเทียบ และจัดสรรงบตามผลที่ตรวจสอบแล้ว

ส่วนนี้ใช้ข้อมูลที่ตรวจสอบแล้วเพื่อออกแบบการทดลอง เปรียบเทียบผลตามเกณฑ์ชัดเจน และจัดสรรงบอย่างมีเหตุผล โดยมีการบันทึกสมมติฐานและผลลัพธ์เพื่อให้การสเกลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงของการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า.

ประเด็นสำคัญของทดลอง เปรียบเทียบ และจัดสรรงบตามผลที่ตรวจสอบแล้ว

  • กำหนดสมมติฐานชัดเจนก่อนทดลอง

    ระบุสมมติฐานที่ชัดเจนก่อนเริ่มทดลอง เช่น 'การเพิ่มปุ่มสำรองที่หน้าเช็คราคาเพิ่มอัตรายืนยัน 8%' พร้อมออกแบบกลุ่มตัวอย่างและระยะทดลองเพื่อให้ผลมีน้ำหนักพอสำหรับการตัดสินใจ.

  • คำนวณต้นทุนต่อการจองแท้จริง

    เรียกเก็บต้นทุนต่อการจองแท้จริงที่รวมค่าธรรมเนียมและการคืนเงิน เพื่อใช้เป็น KPI เปรียบเทียบผลทดลองและตัดสินใจเรื่องการจัดสรรงบในรอบถัดไป.

  • ทดลองแบบแบ่งพื้นที่และเซ็กเมนต์

    ทำการทดลองแบบแบ่งพื้นที่ทางการตลาด เช่น ทดลองข้อเสนอเฉพาะภูมิภาคหรือช่องทางโฆษณา เพื่อหาว่าเซ็กเมนต์ใดตอบรับการจองตรงได้ดีที่สุดก่อนการสเกลขึ้น.

  • บันทึกผลทดลองแบบเครื่องมือเดียว

    เก็บบันทึกการทดลองเป็นรูปแบบที่นำกลับมาใช้ได้ เช่น เทมเพลตผลการทดลองที่บันทึกสมมติฐาน ระยะเวลา ผล และบทเรียน เพื่อให้ทีมอื่นสามารถนำไปประยุกต์หรือทำซ้ำได้.

มุมมองเชิงกลยุทธ์ — ทดลอง เปรียบเทียบ และจัดสรรงบตามผลที่ตรวจสอบแล้ว

  • ความสำคัญของข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบก่อนสเกล

    การตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบจะลดความเสี่ยงของการย้ายงบไปยังกลยุทธ์ที่ยังไม่พิสูจน์ ผลลัพธ์ที่ได้จากชุดทดลองที่มี KPI จริงและการคำนวณต้นทุนต่อการจองแบบครบถ้วนช่วยให้การขยายงบมีความมั่นใจและประหยัดงบระยะยาว.

  • รอบปรับปรุงสั้น ๆ เพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ

    การทำรอบปรับปรุงสั้น ๆ ช่วยให้ทีมเรียนรู้เร็วและลดต้นทุนการทดลอง เพราะการบันทึกสมมติฐานและผลอย่างเป็นระบบทำให้สามารถเลิกหรือขยายแคมเปญได้อย่างมีเหตุผลและเป็นระบบโดยไม่ต้องพึ่งการคาดเดา.

แผนลงมือทำ — ทดลอง เปรียบเทียบ และจัดสรรงบตามผลที่ตรวจสอบแล้ว

  1. ตั้งงบทดลองและตัวชี้วัดที่ผ่านการตรวจสอบ

    ออกแบบชุดทดลอง A/B ที่ใช้ตัวชี้วัดที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว เช่นอัตราการยืนยันการจองจริงและต้นทุนต่อการจองแท้จริง จากนั้นสำรองงบประมาณทดลองแยกต่างหากเพื่อให้การทดลองไม่ส่งผลกระทบต่อแคมเปญหลัก.

  2. ใช้เกณฑ์ชัดเจนในการเลือกตัวชี้ชนะ

    เปรียบเทียบผลทดลองตามเกณฑ์ที่ชัดเจน เช่น ลดต้นทุนต่อการจองอย่างน้อย 10% หรือเพิ่มอัตราการยืนยันโดยไม่ลดค่าเฉลี่ยต่อการใช้จ่าย และหยุดทดลองที่ไม่ผ่านเกณฑ์เพื่อจัดสรรงบไปยังตัวเลือกที่ชนะ.

  3. รอบปรับปรุงและขยายผลตามข้อมูล

    จัดรอบปรับปรุงเป็นช่วงสั้น ๆ เช่น 30–60 วัน โดยบันทึกสมมติฐาน ผลลัพธ์ และบทเรียนที่ชัดเจนเพื่อใช้ปรับข้อความข้อเสนอ และขยายแคมเปญที่ให้ผลคุ้มค่า.

วัดสัดส่วน Direct Booking และลด Commission Leakage

เมื่อช่องทางจองตรงเริ่มทำงาน ให้ทีมติดตามสัดส่วนยอดจองตรง ต้นทุนการได้มาของลูกค้า และค่าคอมมิชชั่นที่หลีกเลี่ยงได้เป็นชุดข้อมูลเดียวกัน เพื่อแยกให้ชัดว่าการเติบโตมาจากกำไรจริง ไม่ใช่เพียงยอดจองที่เพิ่มขึ้น.

ประเด็นสำคัญของวัดสัดส่วน Direct Booking และลด Commission Leakage

  • ติดตามสัดส่วนยอดจองตรง

    รายงานยอดจองรายสัปดาห์โดยแยกเว็บไซต์ โทร แชต และ OTA เพื่อเห็นว่าสัดส่วนการจองตรงเพิ่มขึ้นจากจุดใด และไม่ปล่อยให้ยอดรวมบังการพึ่งพาช่องทางใดช่องทางหนึ่ง.

  • คำนวณ Commission Leakage

    คูณยอดขายจาก OTA ด้วยอัตราค่าคอมมิชชั่นตามสัญญาจริง แล้วเปรียบเทียบกับต้นทุนสื่อและต้นทุนระบบของการจองตรง เพื่อใช้ตัดสินใจจากมาร์จิ้นสุทธิแทนการดูยอดขายอย่างเดียว.

  • แยกกำไรสุทธิของแต่ละแพ็กเกจ

    บันทึกต้นทุนดำเนินงาน ส่วนลด ค่าธรรมเนียมชำระเงิน และค่าคอมมิชชั่นของแต่ละแพ็กเกจ เพื่อระบุว่าทัวร์ใดเหมาะกับการผลักดันผ่านช่องทางตรงมากที่สุด.

  • ใช้ข้อมูลลูกค้าต่อยอดการกลับมาจอง

    เก็บความสนใจ จุดหมาย วันเดินทาง และแหล่งที่มาของลูกค้าที่จองตรงอย่างได้รับความยินยอม เพื่อนำไปสื่อสารข้อเสนอที่เกี่ยวข้องสำหรับทริปถัดไปได้ตรงจังหวะ.

มุมมองเชิงกลยุทธ์ — วัดสัดส่วน Direct Booking และลด Commission Leakage

  • อย่าวัดเพียงจำนวน Booking

    ยอดจองที่เพิ่มขึ้นอาจไม่สะท้อนผลกำไรหากค่าคอมมิชชั่น ส่วนลด หรือค่าโฆษณาสูงเกินไป จึงควรใช้กำไรหลังหักต้นทุนตามช่องทางเป็นตัวชี้วัดร่วมเสมอ.

  • รักษาบทบาท OTA ให้เหมาะกับแผนขาย

    ใช้ OTA เป็นช่องทางค้นพบและเติมที่นั่งในช่วงที่ต้องการ Reach แต่สร้างเหตุผลและประสบการณ์ที่ดีพอให้ลูกค้ากลับมาจองผ่านช่องทางของบริษัทในครั้งถัดไป.

แผนลงมือทำ — วัดสัดส่วน Direct Booking และลด Commission Leakage

  1. สร้าง Dashboard รายสัปดาห์

    รวมยอดจอง ต้นทุนสื่อ ค่าคอมมิชชั่น OTA อัตรายกเลิก และกำไรสุทธิใน Dashboard เดียว เพื่อให้ผู้ดูแลเห็นจุดที่ต้องปรับก่อนการประชุมวางงบของรอบถัดไป.

  2. ทำแคมเปญดูแลลูกค้าหลังจบทริป

    ส่งข้อความขอบคุณ ขอรีวิว และเสนอสิทธิประโยชน์สำหรับการจองครั้งถัดไปผ่านช่องทางที่ลูกค้ายินยอม เพื่อเปลี่ยนความพึงพอใจหลังทริปให้เป็นฐานลูกค้าของบริษัท.

  3. ทบทวนส่วนผสมช่องทางทุก 30 วัน

    เปรียบเทียบสัดส่วน Direct Booking กับ OTA รายเดือน พร้อมตรวจว่าแพ็กเกจ กลุ่มคำค้น และข้อเสนอใดทำกำไรสุทธิสูง แล้วโยกงบไปยังสิ่งที่พิสูจน์ผลได้.

วัดสัดส่วน Direct Booking และลด Commission Leakage
วัดสัดส่วน Direct Booking และลด Commission Leakage

คำถามที่พบบ่อย

ต้องเริ่มจากจุดไหนถ้าต้องการลดการพึ่งพา OTA?

การเริ่มต้นให้ทำระบบจองตรงแบบ Progressive โดยเชื่อม Booking Engine เข้ากับหน้าจ่ายเงินที่ปลอดภัย ทดสอบค่าธรรมเนียมจริงต่อแพ็กเกจ และกำหนดส่วนลดหรือสิทธิพิเศษที่ใช้งานได้เฉพาะการจองตรงเท่านั้น เพื่อให้การเปลี่ยนเส้นทางจาก OTA เป็นการตัดสินใจที่มีความคุ้มค่าและชัดเจนสำหรับลูกค้า.

จะวัดประสิทธิภาพโฆษณาออนไลน์เมื่อผลจาก OTA ครอบคลุมการจองได้อย่างไร?

ผสาน Google Ads ที่ออกแบบกลุ่มคำค้นเชิงธุรกิจทัวร์กับหน้าลงจอดที่ใช้ Booking Engine เดียวกัน โดยวางสคริปต์ UTM และเหตุการณ์สำคัญ เช่น คลิก 'เริ่มจอง' และ 'ส่งแบบฟอร์ม' เพื่อให้ทีมสามารถเปรียบเทียบต้นทุนต่อการจองระหว่างช่องทางได้อย่างแม่นยำโดยไม่พึ่งสถิติ OTA อย่างเดียว.

จะให้ข้อเสนอจูงใจลูกค้าโดยไม่ทำให้ OTA ไม่พอใจได้อย่างไร?

ตั้งโมเดลเสนอส่วนลดแบบมีเงื่อนไข เช่น ส่วนลดสำหรับการจองที่ชำระมัดจำล่วงหน้า หรือเครดิตทริปถัดไปที่ใช้ได้กับการจองตรงเท่านั้น พร้อมออกแบบข้อความสื่อสารให้ชัดเจนว่าข้อเสนอเหล่านี้ไม่มีบน OTA เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้าโดยไม่ทำลายความสัมพันธ์กับพันธมิตร OTA.

ระบบจองแบบไหนที่ช่วยเพิ่มอัตราจองตรงได้ดีที่สุด?

เลือก Booking Engine ที่รองรับการผสานกับระบบหลังบ้าน เช่น PMS หรือ CRM และมีเครื่องมือจัดการส่วนลด คูปอง และช่องทางชำระเงินที่ยืดหยุ่น เพื่อให้การจองตรงมีประสบการณ์เทียบชั้น OTA และลดแรงเสียดทานที่ลูกค้าเจอระหว่างการจอง.

ควรมุ่งเป้าที่กลุ่มลูกค้าใดก่อนเมื่อทำกลยุทธ์ลด OTA?

เริ่มจากเซ็กเมนต์ตลาดที่คุ้มค่าก่อน เช่น กรุ๊ปเที่ยวเชิงองค์กร หรือแคมเปญช่วงเทศกาลที่มาร์จินสูง แล้วขยายมาตรการไปยังตลาดอื่นเมื่อช่องทางตรงสร้างฐานลูกค้าที่สม่ำเสมอและกระบวนการบริการหลังการขายพร้อมรับมือได้.

พร้อมวางแผนการตลาดให้ตรงเป้าหมายมากขึ้นหรือยัง

รับคำปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โทร 093 140 4295