ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
99 Ads Agency093 140 4295ปรึกษาฟรี

อัพเดทการตลาด · Hotel Marketing

จ้างทีมการตลาดโรงแรม vs ทำเอง อะไรคุ้มค่ากว่า

คู่มือวิเคราะห์ความคุ้มค่าเชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มยอดจองและประสิทธิภาพการบริหารจัดการสำหรับเจ้าของธุรกิจโรงแรมไทย

โดย · Digital Marketing Specialist · เผยแพร่ · อัปเดตล่าสุด

ขอรับคำปรึกษาฟรี 093 140 4295

อินโฟกราฟิกสรุปประเด็นสำคัญของบทความ จ้างทีมการตลาดโรงแรม vs ทำเอง อะไรคุ้มค่ากว่า
อินโฟกราฟิกสรุปหัวข้อ จ้างทีมการตลาดโรงแรม vs ทำเอง อะไรคุ้มค่ากว่า

จ้างทีมการตลาดโรงแรม vs ทำเอง อะไรคุ้มค่ากว่า — เจาะลึกการเปรียบเทียบระหว่างการสร้างทีม In-house และการจ้าง Agency สำหรับธุรกิจโรงแรม วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย ต้นทุนแฝง และกลยุทธ์การเลือกโมเดลที่ตอบโจทย์การเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล

คำตอบสั้น ๆ

การตลาดโรงแรม ควรเริ่มจากการแยกสาเหตุและวางลำดับการทำงานให้ชัดเจน โดยพิจารณา 5 ประเด็นคือ วิเคราะห์ต้นทุนแฝงและงบประมาณ · ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและเครื่องมือ · ความยืดหยุ่นและการปรับตัวตามฤดูกาล · การวัดผลลัพธ์และความรับผิดชอบ · การตัดสินใจเลือกโมเดลที่เหมาะสม แล้วเชื่อมข้อมูลลูกค้า เป้าหมาย กลยุทธ์ วิธีลงมือทำ และตัวชี้วัดเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทีมปรับแผนตามผลจริงได้อย่างเป็นระบบ

สรุปประเด็นสำคัญ

  • 1. วิเคราะห์ต้นทุนแฝงและงบประมาณ — จัดทำบัญชีรายจ่ายการตลาดปัจจุบัน
  • 2. ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและเครื่องมือ — ระบุทักษะที่ทีมขาดหายไปในปัจจุบัน
  • 3. ความยืดหยุ่นและการปรับตัวตามฤดูกาล — วางแผนปฏิทินการตลาดรายปี
  • 4. การวัดผลลัพธ์และความรับผิดชอบ — กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จหลัก (KPI)
  • 5. การตัดสินใจเลือกโมเดลที่เหมาะสม — ทำ SWOT Analysis ของทีมปัจจุบัน

วิเคราะห์ต้นทุนแฝงและงบประมาณ

การเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างการจ้างพนักงานประจำกับการใช้บริการเอเจนซี่ไม่ได้มีเพียงแค่เงินเดือน แต่รวมถึงสวัสดิการ ค่าซอฟต์แวร์ และค่าเสียโอกาสในการลองผิดลองถูกซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อกำไรสุทธิของโรงแรม

ประเด็นสำคัญของวิเคราะห์ต้นทุนแฝงและงบประมาณ

  • เงินเดือนและสวัสดิการพนักงาน

    การจ้างทีม In-house ต้องครอบคลุมทั้งเงินเดือน ประกันสังคม โบนัส และสวัสดิการอื่นๆ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Cost) ที่ต้องจ่ายทุกเดือนไม่ว่ายอดจองจะมากหรือน้อย

  • ค่าซอฟต์แวร์และเครื่องมือการตลาด

    เครื่องมือระดับมืออาชีพสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลและจัดการแคมเปญมีค่าธรรมเนียมรายเดือนที่สูงมาก ซึ่งเอเจนซี่มักจะรวมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้ในบริการแล้วทำให้โรงแรมประหยัดได้มากขึ้น

  • งบประมาณการฝึกอบรมและอัปเดตทักษะ

    โลกดิจิทัลเปลี่ยนไวมาก การส่งพนักงานไปอบรมเพื่อตามให้ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นต้นทุนที่โรงแรมต้องแบกรับเองเพื่อให้ทีมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ล้าหลังคู่แข่ง

  • ค่าเสียโอกาสในการเรียนรู้ผิดถูก

    การลองผิดลองถูกโดยขาดประสบการณ์เฉพาะทางอาจทำให้สูญเสียงบโฆษณาไปโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งต้นทุนส่วนนี้มักจะสูงกว่าค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มาดูแลให้ตั้งแต่ต้น

มุมมองเชิงกลยุทธ์ — วิเคราะห์ต้นทุนแฝงและงบประมาณ

  • การเปลี่ยน Fix Cost เป็น Variable Cost เพื่อความคล่องตัว

    ในอุตสาหกรรมโรงแรมที่มีความผันผวนสูง การเปลี่ยนค่าใช้จ่ายพนักงานประจำที่ตายตัวมาเป็นค่าบริการเอเจนซี่ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามปริมาณงานหรือฤดูกาลได้ จะช่วยให้การบริหารกระแสเงินสดมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตที่ต้องการลดรายจ่ายทันที

  • ผลกระทบของ Turnover Rate ต่อประสิทธิภาพการตลาด

    เมื่อพนักงานการตลาดลาออก โรงแรมต้องเสียเวลาและงบประมาณในการสรรหาและฝึกอบรมใหม่ ซึ่งทำให้แคมเปญการตลาดหยุดชะงักและขาดความต่อเนื่อง ต่างจากการจ้างเอเจนซี่ที่มีการส่งต่องานภายในทีมอย่างเป็นระบบ ทำให้มั่นใจได้ว่าการสื่อสารแบรนด์จะไม่ขาดตอนแม้มีการเปลี่ยนตัวบุคคล

แผนลงมือทำ — วิเคราะห์ต้นทุนแฝงและงบประมาณ

  1. จัดทำบัญชีรายจ่ายการตลาดปัจจุบัน

    รวบรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมถึงเงินเดือน สวัสดิการ และค่าซอฟต์แวร์ เพื่อหาต้นทุนที่แท้จริงเปรียบเทียบกับค่าบริการของเอเจนซี่ภายนอก

  2. ประเมินประสิทธิภาพพนักงานรายบุคคล

    วิเคราะห์ว่าทักษะที่มีอยู่ของทีมปัจจุบันตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจหรือไม่ และมีส่วนไหนที่ต้องลงทุนเพิ่มเพื่ออุดช่องว่างเหล่านั้น

  3. คำนวณต้นทุนแฝงต่อโปรเจกต์

    วิเคราะห์เวลาที่ผู้บริหารต้องเสียไปกับการคุมทีมการตลาดเอง เพื่อประเมินว่าการจ้างมืออาชีพจะช่วยประหยัดเวลาอันมีค่าได้มากน้อยเพียงใด

ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและเครื่องมือ

โลกการตลาดโรงแรมมีความซับซ้อนสูง ทั้งเรื่อง OTA, Direct Booking, และ Metasearch การเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในทุกมิติพร้อมกันเป็นเรื่องยากสำหรับทีมขนาดเล็กแต่เป็นจุดแข็งของเอเจนซี่มืออาชีพ

ประเด็นสำคัญของความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและเครื่องมือ

  • ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่หลากหลาย

    เอเจนซี่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญทั้งด้าน SEO, Ads, Content และ Data Analytics ไว้ในที่เดียว ซึ่งยากมากที่จะหาคนที่มีทักษะครบถ้วนเหล่านี้ในพนักงานเพียงคนเดียว

  • การเข้าถึงเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่

    เอเจนซี่มักเป็นพาร์ทเนอร์กับแพลตฟอร์มใหญ่ๆ เช่น Google หรือ Facebook ทำให้ได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ใหม่ก่อนใคร และได้รับการสนับสนุนทางเทคนิคที่รวดเร็วกว่าปกติ

  • ประสบการณ์จากหลายโครงการ

    การทำงานกับโรงแรมหลายแห่งทำให้เอเจนซี่เห็นภาพรวมของตลาดและรู้ว่ากลยุทธ์ไหนใช้ได้ผลจริงในสถานการณ์ที่ต่างกัน ช่วยลดความเสี่ยงในการวางแผนที่ผิดพลาด

  • การอัปเดตอัลกอริทึมอย่างสม่ำเสมอ

    ทีมงานเอเจนซี่มีหน้าที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของอัลกอริทึมตลอดเวลา ทำให้สามารถปรับตัวและแก้ไขแคมเปญได้ทันท่วงทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น

มุมมองเชิงกลยุทธ์ — ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและเครื่องมือ

  • พลังของข้อมูลเชิงลึกข้ามอุตสาหกรรมและกลุ่มเป้าหมาย

    เอเจนซี่การตลาดโรงแรมที่มีประสบการณ์จะครอบครองฐานข้อมูลและพฤติกรรมผู้บริโภคที่กว้างขวาง ทำให้สามารถคาดการณ์แนวโน้มตลาดได้แม่นยำกว่าการมองเพียงข้อมูลภายในโรงแรมเดียว ข้อมูลเหล่านี้ช่วยในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำและลดค่าใช้จ่ายในการลองผิดลองถูกได้อย่างมหาศาล

  • ความสำคัญของเครื่องมือวิเคราะห์ระดับ Enterprise

    ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือทำ Automation มีราคาสูงเกินกว่าที่โรงแรมขนาดกลางจะลงทุนเองได้ แต่เอเจนซี่มีการแชร์ทรัพยากรเหล่านี้ให้กับลูกค้าหลายราย ทำให้โรงแรมสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้ในราคาที่จับต้องได้และคุ้มค่ากว่ามาก

แผนลงมือทำ — ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและเครื่องมือ

  1. ระบุทักษะที่ทีมขาดหายไปในปัจจุบัน

    ตรวจสอบว่าทีมปัจจุบันมีความเชี่ยวชาญในด้านที่จำเป็น เช่น การทำ Google Ads สำหรับโรงแรม หรือการวิเคราะห์ Data หรือไม่

  2. ทดสอบความรู้ความเข้าใจเรื่องเทรนด์ใหม่

    ลองสอบถามทีมงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีล่าสุด เช่น AI Marketing หรือการเปลี่ยนแปลงของคุกกี้ เพื่อประเมินความพร้อมในการปรับตัว

  3. ประเมินความคุ้มค่าของซอฟต์แวร์ที่ใช้งาน

    ตรวจสอบว่าเครื่องมือที่ใช้อยู่ให้ข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจหรือไม่ และมีเครื่องมืออื่นที่ดีกว่าแต่ราคาสูงเกินไปหรือไม่

ความยืดหยุ่นและการปรับตัวตามฤดูกาล

ธุรกิจโรงแรมมีความผันผวนตามฤดูกาลสูง การมีทีมที่สามารถปรับขนาดการทำงานตามความต้องการจริงจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วง Low Season และเร่งสปีดการทำงานในช่วง High Season ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ประเด็นสำคัญของความยืดหยุ่นและการปรับตัวตามฤดูกาล

  • การปรับขนาดทีมตามความต้องการ

    คุณสามารถเพิ่มหรือลดขอบเขตงานกับเอเจนซี่ได้ตามสถานการณ์จริงของโรงแรม ช่วยให้ไม่ต้องแบกรับภาระค่าแรงพนักงานจำนวนมากในช่วงที่แขกน้อย

  • ความเร็วในการเปิดตัวแคมเปญ

    เอเจนซี่มีกำลังคนพร้อมเริ่มงานทันที ทำให้สามารถเปิดตัวแคมเปญเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงสั้นๆ ได้รวดเร็วกว่าการรอให้ทีมภายในเตรียมการ

  • การจัดการในช่วงวิกฤตอย่างมืออาชีพ

    เมื่อเกิดวิกฤตที่กระทบต่อการท่องเที่ยว เอเจนซี่ที่มีประสบการณ์จะช่วยวางแผนรับมือและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การสื่อสารได้อย่างรวดเร็วเพื่อลดผลกระทบ

  • ความต่อเนื่องของงานตลอดปี

    ระบบการทำงานของเอเจนซี่ถูกออกแบบมาให้งานดำเนินต่อไปได้เสมอ แม้จะมีพนักงานลาพักร้อนหรือลาออก ทำให้แผนการตลาดของโรงแรมไม่สะดุด

มุมมองเชิงกลยุทธ์ — ความยืดหยุ่นและการปรับตัวตามฤดูกาล

  • กลยุทธ์การบริหารทรัพยากรในอุตสาหกรรมที่มีความไม่แน่นอน

    การจ้างเอเจนซี่คือการซื้อความยืดหยุ่น (Agility) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจโรงแรมในปัจจุบัน โรงแรมสามารถเลือกใช้บริการเฉพาะทางในช่วงเวลาที่ต้องการ เช่น การเน้นทำ SEO ในช่วง Low Season เพื่อปูพื้นฐาน และเน้นยิง Ads หนักในช่วง High Season เพื่อปิดการขาย

  • การรักษามาตรฐานการบริการแม้ในช่วงขาดแคลนแรงงาน

    ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคบริการส่งผลกระทบถึงฝ่ายการตลาด การมีพาร์ทเนอร์ภายนอกช่วยให้โรงแรมมั่นใจได้ว่ามาตรฐานการสื่อสารและการยิงโฆษณาจะยังคงอยู่ในระดับสูงสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาคนมาทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงแบบกะทันหัน

แผนลงมือทำ — ความยืดหยุ่นและการปรับตัวตามฤดูกาล

  1. วางแผนปฏิทินการตลาดรายปี

    กำหนดช่วงเวลาที่ต้องการแรงสนับสนุนเป็นพิเศษ เพื่อวางแผนการจ้างงานหรือใช้บริการภายนอกให้สอดคล้องกับความต้องการจริง

  2. กำหนดระดับความต้องการกำลังคน

    วิเคราะห์ว่าในแต่ละเดือนต้องใช้พนักงานกี่คนในการดูแลแคมเปญ เพื่อประเมินความคุ้มค่าระหว่างจ้างประจำกับจ้างเอเจนซี่

  3. สร้างแผนสำรองสำหรับการดำเนินงาน

    เตรียมแนวทางปฏิบัติหากทีมงานหลักไม่สามารถปฏิบัติงานได้ เพื่อให้มั่นใจว่ากิจกรรมการตลาดจะยังคงดำเนินต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก

การวัดผลลัพธ์และความรับผิดชอบ

การวัดผลที่ชัดเจนคือหัวใจของการตลาดโรงแรม การจ้างทีมภายนอกมักมาพร้อมกับพันธสัญญาด้านผลลัพธ์ (KPI) ที่เข้มงวดและการรายงานผลที่เป็นกลาง ช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพรวมของความสำเร็จได้อย่างชัดเจนและโปร่งใส

ประเด็นสำคัญของการวัดผลลัพธ์และความรับผิดชอบ

  • การกำหนด KPI ที่วัดผลได้จริง

    เอเจนซี่จะทำงานภายใต้เป้าหมายที่ตกลงกันไว้ เช่น จำนวนยอดจอง (Bookings) หรือ ROAS ซึ่งทำให้ทุกบาทที่จ่ายไปสามารถตรวจสอบความคุ้มค่าได้

  • ความโปร่งใสของรายงานผล

    รายงานจากเอเจนซี่มักจะมีความเป็นกลางและนำเสนอข้อมูลตามจริง ช่วยให้เจ้าของโรงแรมเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจโดยไม่มีอคติส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง

  • การตรวจสอบและปรับปรุงรายวัน

    ทีมงานมืออาชีพจะคอยมอนิเตอร์ผลลัพธ์แบบ Real-time และปรับจูนแคมเปญทันทีที่เห็นความผิดปกติ เพื่อรักษาประสิทธิภาพของงบประมาณให้ดีที่สุด

  • ความรับผิดชอบต่อเป้าหมายธุรกิจ

    เอเจนซี่มีแรงจูงใจสูงในการทำผลงานให้ดีเพื่อรักษาความสัมพันธ์ระยะยาว ทำให้พวกเขามุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้มากกว่าการทำงานไปวันๆ

มุมมองเชิงกลยุทธ์ — การวัดผลลัพธ์และความรับผิดชอบ

  • ความแตกต่างระหว่าง Vanity Metrics และ Business Metrics

    ทีม In-house อาจหลงไปกับตัวเลขยอด Like หรือ Share แต่เอเจนซี่มืออาชีพจะมุ่งเน้นไปที่ตัวเลขที่สร้างรายได้จริง เช่น Conversion Rate และ Cost per Acquisition (CPA) ซึ่งช่วยให้โรงแรมสามารถประเมินผลกำไรที่แท้จริงจากการลงทุนในแต่ละช่องทางได้อย่างถูกต้อง

  • การสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ

    การจ้างเอเจนซี่ช่วยสร้างระบบ Check and Balance ในองค์กร โดยเอเจนซี่จะทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำแนะนำและท้าทายแนวคิดเดิมๆ เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุด ในขณะที่ทีมภายในคอยควบคุมทิศทางแบรนด์ให้เป็นไปตามอัตลักษณ์ของโรงแรม

แผนลงมือทำ — การวัดผลลัพธ์และความรับผิดชอบ

  1. กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จหลัก (KPI)

    เลือกตัวเลขที่ส่งผลต่อรายได้โรงแรมจริงๆ เช่น ยอดจองตรงหรือค่าใช้จ่ายต่อการจองหนึ่งครั้ง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินผลงาน

  2. ตั้งค่าระบบ Dashboard ติดตามผล

    เชื่อมต่อข้อมูลจากทุกช่องทางเข้าสู่หน้าจอเดียว เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตรวจสอบสถานะแคมเปญได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างโปร่งใส

  3. นัดประชุมสรุปผลงานรายเดือน

    จัดเวลาพูดคุยเพื่อวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นและวางแผนปรับปรุงในเดือนถัดไป เพื่อให้มั่นใจว่ากลยุทธ์ยังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การตัดสินใจเลือกโมเดลที่เหมาะสม

การตัดสินใจเลือกไม่ได้มีคำตอบเดียวที่ถูกเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ เป้าหมายระยะยาว และวัฒนธรรมองค์กร การผสมผสานระหว่างทีมภายในและภายนอกอาจเป็นทางเลือกที่สร้างความสมดุลได้ดีที่สุดในปัจจุบัน

ประเด็นสำคัญของการตัดสินใจเลือกโมเดลที่เหมาะสม

  • ประเมินขนาดธุรกิจและงบประมาณ

    โรงแรมขนาดเล็กอาจเริ่มจากเอเจนซี่เพื่อประหยัดต้นทุนคงที่ ในขณะที่โรงแรมขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณมากอาจสร้างทีมลูกผสมเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

  • วิเคราะห์เป้าหมายระยะสั้นและยาว

    หากต้องการผลลัพธ์รวดเร็ว เอเจนซี่คือคำตอบ แต่หากต้องการสร้างองค์ความรู้ภายในองค์กรในระยะยาว การมีทีม In-house บางส่วนก็เป็นเรื่องจำเป็น

  • พิจารณาวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน

    เลือกโมเดลที่เข้ากับสไตล์การบริหารของคุณ หากชอบคุมงานใกล้ชิดทีม In-house อาจตอบโจทย์ แต่หากเน้นผลลัพธ์และระบบงาน เอเจนซี่จะทำงานได้คล่องตัวกว่า

  • รูปแบบ Hybrid Model ที่ลงตัว

    การมีทีมการตลาดภายในคอยคุมแบรนด์และประสานงาน ควบคู่ไปกับการจ้างเอเจนซี่ดูแลงานเทคนิคเฉพาะทาง เป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน

มุมมองเชิงกลยุทธ์ — การตัดสินใจเลือกโมเดลที่เหมาะสม

  • แนวทางการเลือกพาร์ทเนอร์การตลาดที่เข้าใจบริบทโรงแรม

    หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การจ้างใครก็ได้ แต่ต้องจ้างคนที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมโรงแรมโดยเฉพาะ เพราะมีความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมการจองห้องพัก การจัดการ Revenue และความสำคัญของรีวิว ซึ่งแตกต่างจากการขายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

  • การวางโครงสร้างทีมลูกผสมเพื่อดึงจุดแข็งของทั้งสองฝั่ง

    โมเดล Hybrid ช่วยให้โรงแรมได้ทั้งความลึกซึ้งในตัวแบรนด์จากทีมภายใน และความกว้างขวางของเทคโนโลยีและกลยุทธ์จากเอเจนซี่ภายนอก การแบ่งขอบเขตงานที่ชัดเจนจะช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มพลังในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

แผนลงมือทำ — การตัดสินใจเลือกโมเดลที่เหมาะสม

  1. ทำ SWOT Analysis ของทีมปัจจุบัน

    วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของทีมการตลาดในปัจจุบัน เพื่อหาจุดที่ควรเสริมด้วยผู้เชี่ยวชาญภายนอก

  2. กำหนดขอบเขตงานที่ต้องการจ้างภายนอก

    ระบุให้ชัดเจนว่างานส่วนไหนที่ต้องการให้เอเจนซี่ดูแล เช่น การยิง Ads หรือการทำ SEO เพื่อให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพ

  3. คัดเลือกเอเจนซี่ที่มีประสบการณ์ตรง

    ขอดูผลงานย้อนหลัง (Portfolio) และ Case Study ของโรงแรมที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อมั่นใจว่าพวกเขาเข้าใจธุรกิจของคุณจริงๆ

คำถามที่พบบ่อย

จ้างเอเจนซี่การตลาดโรงแรมแพงกว่าการจ้างพนักงานประจำจริงไหม?

ไม่เสมอไป หากพิจารณารวมค่าสวัสดิการ อุปกรณ์ ค่าซอฟต์แวร์ และค่าเสียโอกาสในการฝึกอบรม การจ้างเอเจนซี่มักจะมีต้นทุนรวมที่ต่ำกว่าการจ้างทีมผู้เชี่ยวชาญหลายคนมาเป็นพนักงานประจำ และยังให้ผลตอบแทน (ROI) ที่ชัดเจนกว่า

ควรเริ่มจ้างเอเจนซี่เมื่อไหร่ถึงจะคุ้มค่าที่สุด?

เมื่อโรงแรมต้องการขยายฐานลูกค้า ต้องการเพิ่มยอดจองตรง (Direct Booking) หรือเมื่อทีมภายในเริ่มตามเทคโนโลยีการตลาดไม่ทัน การจ้างเอเจนซี่ในช่วงที่ต้องการเร่งการเติบโตจะเห็นความคุ้มค่าได้ชัดเจนที่สุด

ถ้าจ้างเอเจนซี่แล้ว ทีมการตลาดเดิมในโรงแรมต้องทำหน้าที่อะไร?

ทีมภายในควรเน้นไปที่การบริหารจัดการประสบการณ์ลูกค้าภายในโรงแรม การประสานงานด้านโปรโมชั่น และการควบคุมทิศทางแบรนด์ให้สอดคล้องกับบริการจริง โดยทำงานร่วมกับเอเจนซี่ในฐานะพาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์

จะรู้ได้อย่างไรว่าเอเจนซี่ที่จ้างมามีประสิทธิภาพจริง?

พิจารณาจากรายงานผลลัพธ์ที่โปร่งใส การบรรลุ KPI ที่ตกลงกันไว้ เช่น ยอดจองที่เพิ่มขึ้นหรือต้นทุนต่อการจองที่ลดลง รวมถึงความสม่ำเสมอในการให้คำแนะนำและการปรับปรุงแคมเปญอย่างต่อเนื่อง

สามารถจ้างเอเจนซี่ดูแลเฉพาะบางส่วน เช่น เฉพาะ Google Ads ได้ไหม?

ได้แน่นอน การจ้างเฉพาะส่วนที่ต้องการความเชี่ยวชาญสูง (Specialized Services) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมาก เพราะช่วยให้โรงแรมได้มืออาชีพมาดูแลงานเทคนิคในขณะที่ยังคงควบคุมงานส่วนอื่นเองได้

พร้อมวางแผนการตลาดให้ตรงเป้าหมายมากขึ้นหรือยัง

รับคำปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โทร 093 140 4295