ROI & ROASวัดผลโฆษณา
อ่าน 12 นาที

ROI โฆษณาออนไลน์
คืออะไร วัดผลอย่างไร
ให้รู้ว่าโฆษณาได้ผลจริง

คู่มือครบจบสำหรับธุรกิจไทย ปี 2026 — ตั้งแต่สูตรคำนวณ ROI และ ROAS ความแตกต่าง KPI ที่ต้องติดตาม เครื่องมือวัดผล และเทคนิคเพิ่ม ROI โดยไม่ต้องเพิ่มงบโฆษณา

สารบัญ

1ROI โฆษณาออนไลน์คืออะไร
2ROI vs ROAS ต่างกันอย่างไร
3สูตรคำนวณ ROI และ ROAS
4KPI ที่ต้องติดตามเพื่อวัด ROI
5วิธีวัด ROI แต่ละแพลตฟอร์ม
6Attribution Model คืออะไร
7เครื่องมือวัด ROI ที่แนะนำ
8เทคนิคเพิ่ม ROI โดยไม่เพิ่มงบ
9ROI ที่ดีควรอยู่ที่เท่าไหร่
10คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ROI โฆษณาออนไลน์คืออะไร

ROI (Return on Investment) หรือ ผลตอบแทนจากการลงทุน คือตัวชี้วัดที่บอกว่าเงินที่คุณลงทุนไปกับโฆษณาออนไลน์ สร้างกำไรหรือผลตอบแทนกลับมามากแค่ไหน เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือ ถ้าคุณลงทุน 100 บาทแล้วได้กำไรกลับมา 50 บาท ROI ของคุณคือ 50%

ในโลกของการตลาดออนไลน์ ROI ไม่ได้วัดแค่ตัวเลขกำไรเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมผลลัพธ์ที่วัดได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นจำนวน Leads ที่ได้รับ ต้นทุนต่อการได้ลูกค้าใหม่ 1 คน (CPA) หรือมูลค่ารายได้ที่สร้างได้จากค่าโฆษณาที่จ่ายไป (ROAS) การเข้าใจ ROI อย่างถ่องแท้จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ธุรกิจตัดสินใจได้ว่า ควรลงทุนโฆษณาเพิ่มหรือปรับกลยุทธ์ใหม่

💡 ทำไม ROI ถึงสำคัญมากสำหรับธุรกิจ SME?

ธุรกิจ SME มีงบประมาณจำกัด การวัด ROI อย่างแม่นยำช่วยให้รู้ว่าแต่ละบาทที่ลงทุนไป ได้ผลลัพธ์คุ้มค่าหรือไม่ และช่วยตัดสินใจได้ว่าควรเพิ่มงบในแพลตฟอร์มไหน ลดงบในแพลตฟอร์มไหน หรือหยุดแคมเปญที่ไม่ได้ผล แทนที่จะเดาสุ่มหรือตัดสินใจจากความรู้สึก

ROI vs ROAS ต่างกันอย่างไร ใช้อันไหนดีกว่า?

นักการตลาดหลายคนสับสนระหว่าง ROI และ ROAS เพราะทั้งสองตัวเลขวัด "ผลตอบแทนจากโฆษณา" เหมือนกัน แต่มุมมองและสูตรคำนวณต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

หัวข้อROIROAS
ย่อมาจากReturn on InvestmentReturn on Ad Spend
สูตรคำนวณ(กำไรสุทธิ / ต้นทุนรวม) × 100รายได้จากโฆษณา / ค่าโฆษณา
ต้นทุนที่นับต้นทุนทุกอย่าง (สินค้า, แรงงาน, โฆษณา)เฉพาะค่าโฆษณา
หน่วยเปอร์เซ็นต์ (%)เท่า (x)
ใช้เพื่อดูกำไรสุทธิของธุรกิจดูประสิทธิภาพแคมเปญโฆษณา
ค่าที่ดี100%+ (ขึ้นกับ Margin)4x ขึ้นไป
เหมาะกับผู้บริหาร, CFO, เจ้าของธุรกิจนักการตลาด, Media Buyer

คำแนะนำ: ใช้ทั้งสองตัวเลขควบคู่กัน ROAS ช่วยให้รู้ว่าแคมเปญไหนทำงานได้ดีในระดับโฆษณา ส่วน ROI ช่วยให้รู้ว่าธุรกิจโดยรวมทำกำไรได้จริงหรือไม่ บางครั้ง ROAS สูงแต่ ROI ต่ำ เพราะต้นทุนสินค้าหรือค่าดำเนินการสูงเกินไป

สูตรคำนวณ ROI และ ROAS พร้อมตัวอย่างจริง

สูตร ROI

ROI = [(รายได้ - ต้นทุนรวม) / ต้นทุนรวม] × 100

ตัวอย่าง:

• ค่าโฆษณา: 10,000 บาท

• ต้นทุนสินค้า: 20,000 บาท

• รายได้: 50,000 บาท

• ต้นทุนรวม: 30,000 บาท

ROI = [(50,000 - 30,000) / 30,000] × 100 = 66.7%

สูตร ROAS

ROAS = รายได้จากโฆษณา / ค่าโฆษณา

ตัวอย่าง:

• ค่าโฆษณา: 10,000 บาท

• รายได้จากโฆษณา: 50,000 บาท

ROAS = 50,000 / 10,000 = 5x

ทุก 1 บาทที่จ่ายโฆษณา ได้รายได้กลับมา 5 บาท

ข้อควรระวังในการคำนวณ

  • Attribution Window: ตรวจสอบว่าแพลตฟอร์มนับ Conversion ในช่วงเวลาเท่าไหร่ (7 วัน, 28 วัน, 90 วัน) เพราะส่งผลต่อตัวเลข ROAS โดยตรง
  • Double Counting: หากใช้หลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน อาจมีการนับ Conversion ซ้ำ ควรใช้ GA4 เป็น Single Source of Truth
  • Organic vs Paid: แยกรายได้จากโฆษณาออกจาก Organic Traffic เพื่อให้ตัวเลข ROI แม่นยำ

KPI ที่ต้องติดตามเพื่อวัด ROI โฆษณาออนไลน์

KPI (Key Performance Indicator) คือตัวชี้วัดที่บอกว่าโฆษณาของคุณทำงานได้ดีแค่ไหน ในแต่ละขั้นตอนของ Funnel การแบ่ง KPI ออกเป็น 3 กลุ่มตาม Funnel ช่วยให้วิเคราะห์ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น

Top of Funnel (Awareness)
Impressionsจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง
Reachจำนวนคนที่เห็นโฆษณา
CPMต้นทุนต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง
Frequencyความถี่ที่คนเดิมเห็นโฆษณา
Middle of Funnel (Consideration)
CTRอัตราคลิกต่อการแสดงผล
CPCต้นทุนต่อคลิก
Engagement Rateอัตราการมีส่วนร่วม
Video View Rateสัดส่วนคนดูวิดีโอจนจบ
Bottom of Funnel (Conversion)
Conversion Rateอัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้า
CPAต้นทุนต่อการได้ลูกค้า 1 คน
ROASผลตอบแทนต่อค่าโฆษณา
Revenueรายได้รวมจากโฆษณา

KPI ระยะยาวที่ควรติดตามเพิ่มเติม

LTV (Customer Lifetime Value)

มูลค่ารวมที่ลูกค้า 1 คนจะสร้างให้ธุรกิจตลอดชีวิต ช่วยตัดสินใจว่า CPA เท่าไหร่ถึงคุ้มค่า

CAC (Customer Acquisition Cost)

ต้นทุนรวมในการได้ลูกค้าใหม่ 1 คน รวมทั้งค่าโฆษณา ค่าแรง และค่าดำเนินการอื่นๆ

LTV:CAC Ratio

อัตราส่วน LTV ต่อ CAC ค่าที่ดีควรอยู่ที่ 3:1 ขึ้นไป หมายความว่าลูกค้าสร้างมูลค่า 3 เท่าของต้นทุนในการได้มา

Payback Period

ระยะเวลาที่ใช้คืนทุนจากการได้ลูกค้าใหม่ 1 คน ธุรกิจ SaaS ที่ดีควรคืนทุนภายใน 12 เดือน

วิธีวัด ROI แต่ละแพลตฟอร์มโฆษณา

แต่ละแพลตฟอร์มมีวิธีรายงาน ROI และ ROAS ที่แตกต่างกัน การเข้าใจความแตกต่างนี้ช่วยให้คุณอ่านตัวเลขได้ถูกต้องและไม่เปรียบเทียบแบบ Apple-to-Orange

🔍

Google Ads

Google Ads วัด ROAS ผ่าน Conversion Tracking ที่ติดตั้งบนเว็บไซต์ ระบบจะนับ Conversion เมื่อผู้ใช้คลิกโฆษณาแล้วทำ Action ที่กำหนดภายใน Attribution Window (ปกติ 30 วัน) คุณสามารถดู ROAS ได้โดยตรงในรายงาน Google Ads หรือตั้งค่า Target ROAS ใน Smart Bidding

เทคนิคสำคัญ:

  • ตั้งค่า Conversion Value ให้ถูกต้องตามมูลค่าจริงของแต่ละ Action
  • ใช้ Enhanced Conversions เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการติดตาม
  • เปิด Auto-tagging เพื่อให้ GA4 รับข้อมูลจาก Google Ads ได้ครบ
f

Facebook & Instagram Ads

Meta Ads Manager รายงาน ROAS ผ่าน Meta Pixel และ Conversions API (CAPI) ระบบใช้ทั้ง Click-through Attribution (7 วัน) และ View-through Attribution (1 วัน) ทำให้ตัวเลข ROAS ใน Meta อาจสูงกว่าความเป็นจริงหากมี Overlap กับแพลตฟอร์มอื่น

เทคนิคสำคัญ:

  • ติดตั้ง Conversions API ควบคู่กับ Pixel เพื่อแก้ปัญหา iOS 14+ Tracking
  • ตั้ง Attribution Window เป็น 7-day click เพื่อความแม่นยำ
  • ใช้ Meta Advantage+ Shopping Campaign สำหรับ E-commerce

TikTok Ads

TikTok Ads Manager วัด ROAS ผ่าน TikTok Pixel และ Events API ระบบใช้ Click-through Attribution 7 วันเป็นค่าเริ่มต้น ROAS ใน TikTok มักต่ำกว่า Facebook ในช่วงแรก เพราะผู้ใช้ TikTok มักไม่ซื้อทันที แต่ซื้อในภายหลังผ่านช่องทางอื่น

เทคนิคสำคัญ:

  • ติดตั้ง TikTok Pixel และ Events API เพื่อ Track Conversion ได้ครบ
  • ใช้ View-through Attribution เพิ่มเติมเพื่อเห็น Assisted Conversion
  • ดู ROAS ร่วมกับ GA4 เพื่อเห็นภาพรวมที่แม่นยำ

Attribution Model คืออะไร ทำไมถึงส่งผลต่อ ROI?

เส้นทางการซื้อของลูกค้าในยุคดิจิทัลมักผ่านหลาย Touchpoint ก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น เห็นโฆษณา Facebook → ค้นหาใน Google → คลิกโฆษณา Google → ซื้อสินค้า Attribution Model คือรูปแบบการให้เครดิตกับแต่ละ Touchpoint ในเส้นทางนั้น

Last Click Attribution

ค่าเริ่มต้นของ Google Ads

ให้เครดิต 100% กับ Touchpoint สุดท้ายก่อนซื้อ เหมาะกับ Direct Response Campaign แต่ทำให้ Top-of-Funnel Channels ดูไม่มีประสิทธิภาพ

First Click Attribution

เหมาะกับ Awareness

ให้เครดิต 100% กับ Touchpoint แรก เหมาะกับการวัด Brand Awareness Campaign แต่ทำให้ Bottom-of-Funnel Channels ดูไม่มีคุณค่า

Linear Attribution

สมดุล

กระจายเครดิตเท่าๆ กันทุก Touchpoint ให้ภาพรวมที่สมดุล แต่ไม่ได้สะท้อนความสำคัญของแต่ละ Touchpoint ที่แท้จริง

Data-Driven Attribution

แนะนำสำหรับ GA4

ใช้ Machine Learning วิเคราะห์ข้อมูลจริงเพื่อกระจายเครดิตตามความสำคัญของแต่ละ Touchpoint แม่นยำที่สุดแต่ต้องมีข้อมูลเพียงพอ

คำแนะนำ: สำหรับธุรกิจ SME ในไทย แนะนำให้ใช้ Data-Driven Attribution ใน GA4 เป็นหลัก เพราะ Google Analytics 4 รวมข้อมูลจากทุกช่องทางไว้ในที่เดียว และ Algorithm จะเรียนรู้จากข้อมูลจริงของธุรกิจคุณ ทำให้ตัวเลข ROI ที่ได้สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

เครื่องมือวัด ROI โฆษณาออนไลน์ที่แนะนำ

Google Analytics 4 (GA4)

ฟรี

เครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์จาก Google ที่ติดตาม Traffic, Conversion, Revenue จากทุกช่องทางในที่เดียว รองรับ Cross-device Tracking และ Data-Driven Attribution

Cross-channel AttributionConversion TrackingAudience InsightsCustom Reports

Meta Pixel + CAPI

ฟรี

ระบบติดตาม Conversion ของ Meta ที่ทำงานทั้งฝั่ง Browser (Pixel) และ Server (CAPI) ช่วยแก้ปัญหา iOS 14+ Tracking และเพิ่มความแม่นยำในการวัด ROI จาก Facebook/Instagram

Browser + Server TrackingiOS 14+ CompatibleCustom ConversionsAudience Building

Google Looker Studio

ฟรี

เครื่องมือสร้าง Dashboard ที่รวมข้อมูลจาก GA4, Google Ads, Facebook Ads, Google Sheets และอื่นๆ ในที่เดียว ช่วยให้เห็น ROI ภาพรวมทุกแพลตฟอร์มแบบ Real-time

Multi-source DashboardReal-time DataCustom MetricsShareable Reports

UTM Builder + Spreadsheet

ฟรี

วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ใช้ UTM Parameters ติดทุก URL ของโฆษณา แล้วดูรายงานใน GA4 จากนั้นสร้าง Spreadsheet สรุป ROI รายสัปดาห์/เดือน

ไม่ต้องลงทุนเริ่มได้ทันทียืดหยุ่นสูงเหมาะกับ SME

เทคนิคเพิ่ม ROI โฆษณาออนไลน์โดยไม่ต้องเพิ่มงบ

หลายธุรกิจคิดว่าการเพิ่ม ROI ต้องเพิ่มงบโฆษณา แต่ความจริงคือ การปรับปรุงในจุดที่ถูกต้องสามารถเพิ่ม ROI ได้ 2–5 เท่าโดยไม่ต้องเพิ่มงบแม้แต่บาทเดียว

01

ปรับปรุง Landing Page ให้ Conversion Rate สูงขึ้น

Landing Page คือจุดที่ส่งผลต่อ ROI มากที่สุด การเพิ่ม Conversion Rate จาก 2% เป็น 4% โดยไม่เพิ่มงบโฆษณา จะทำให้ ROI เพิ่มขึ้น 100% ทันที ปรับปรุงด้วยการเพิ่ม Social Proof, ทำ Headline ให้ตรงกับ Ad Copy, ลด Form Fields และเพิ่ม CTA ที่ชัดเจน

02

ใช้ Remarketing กับ Warm Audience

คนที่เคยเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือมีส่วนร่วมกับแบรนด์แล้วมีโอกาสซื้อสูงกว่า Cold Audience 3–5 เท่า การทำ Remarketing Campaign แยกต่างหากจะช่วยลด CPA และเพิ่ม ROAS ได้อย่างมีนัยสำคัญ

03

ทำ A/B Testing Creative อย่างต่อเนื่อง

Creative ที่ดีสามารถลด CPM ได้ 30–50% และเพิ่ม CTR ได้ 2–3 เท่า ทดสอบ Headline, รูปภาพ, วิดีโอ, CTA และ Offer อย่างน้อยเดือนละ 2–3 ชุด เพื่อหา Creative ที่ได้ผลดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง

04

ปรับ Targeting ให้แม่นยำขึ้น

ตัด Audience ที่ไม่ Convert ออก เช่น อายุ, เพศ, ภูมิภาค, อุปกรณ์ที่ให้ CPA สูงเกินไป และเพิ่มงบใน Segment ที่ให้ ROI ดีที่สุด การใช้ Lookalike Audience จาก Customer List ที่มีคุณภาพสูงยังช่วยหา Audience ใหม่ที่มีโอกาส Convert สูง

05

ปรับ Bidding Strategy ให้เหมาะกับ Objective

เปลี่ยนจาก Manual Bidding เป็น Smart Bidding เช่น Target ROAS หรือ Target CPA ใน Google Ads และ Meta Ads เพื่อให้ AI ปรับ Bid อัตโนมัติตาม Signal ที่มีอยู่ Smart Bidding มักให้ ROI ดีกว่า Manual Bidding เมื่อมีข้อมูล Conversion เพียงพอ (อย่างน้อย 30–50 Conversions/เดือน)

ROI โฆษณาออนไลน์ที่ดีควรอยู่ที่เท่าไหร่?

ไม่มีตัวเลข ROI ที่ "ดี" แบบ Universal เพราะขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ Margin กำไร และ Objective ของแคมเปญ แต่ตารางด้านล่างให้ Benchmark ที่ใช้อ้างอิงได้สำหรับธุรกิจไทย

ประเภทธุรกิจROAS ที่ดีROI ที่ดีหมายเหตุ
E-commerce (สินค้า)4–8x100–300%ขึ้นกับ Margin สินค้า
บริการ (Service)3–6x200–500%Margin สูงกว่า E-commerce
อสังหาริมทรัพย์2–4x500%+LTV สูงมาก ยอมรับ CPA สูงได้
ร้านอาหาร / F&B3–5x150–300%ต้องนับ Offline Conversion ด้วย
SaaS / Subscription2–4x (ปีแรก)ดู LTV:CACคืนทุนใน 12 เดือน
Lead Generationดู CPLดู CPA vs LTVวัดจาก Quality of Leads

💡 สำคัญ: ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียง Benchmark ทั่วไป ธุรกิจที่มี Margin สูงอาจยอมรับ ROAS ต่ำกว่าได้ ขณะที่ธุรกิจที่มี Margin ต่ำต้องการ ROAS สูงกว่า วิธีที่ถูกต้องคือคำนวณ Break-even ROAS ของธุรกิจคุณเองก่อน โดยใช้สูตร: Break-even ROAS = 1 / Gross Margin เช่น ถ้า Margin 25% Break-even ROAS = 1/0.25 = 4x

ต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยวัดและเพิ่ม ROI โฆษณาของคุณ?

99 Ads Agency มีประสบการณ์ช่วยธุรกิจไทยวัดผลและเพิ่ม ROI โฆษณาออนไลน์มากกว่า 5 ปี ปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROI โฆษณาออนไลน์

💬 ติดต่อเราผ่าน LINE ได้เลย!