Hotel MarketingRevenue Management
อ่าน 12 นาที

Revenue Management โรงแรม
ตั้งราคาห้องยังไง
ให้ได้กำไรสูงสุดทุกซีซั่น

เรียนรู้หลักการ Revenue Management ตั้งแต่ Dynamic Pricing, RevPAR, ADR ไปจนถึงกลยุทธ์ตั้งราคาห้องพักแต่ละซีซั่น เพื่อเพิ่มกำไรสูงสุดสำหรับโรงแรมในไทย

อัปเดต เมษายน 2026
โดย 99 Ads Agency
093 140 4295
Revenue Management โรงแรม — Dashboard วิเคราะห์ราคาและ Occupancy Rate

RevPAR เพิ่มขึ้นเฉลี่ย

+35% ต่อปี

RevPAR

ตัวชี้วัดสำคัญที่สุด

15-25%

Commission OTA ที่ประหยัดได้

3 ซีซั่น

High / Low / Shoulder

2-4 สัปดาห์

เห็นผลจาก Dynamic Pricing

Revenue Management คืออะไร?

Revenue Management หรือการบริหารรายได้โรงแรม คือศาสตร์และศิลป์ในการขายห้องพักให้ถูกคน ในเวลาที่ถูกต้อง ในราคาที่เหมาะสม ผ่านช่องทางที่ดีที่สุด เพื่อเพิ่มรายได้รวมให้สูงสุด

แนวคิดนี้มาจากอุตสาหกรรมสายการบิน ที่ใช้การปรับราคาตั๋วตามความต้องการมาหลายสิบปี ก่อนที่โรงแรมจะนำมาประยุกต์ใช้ ปัจจุบัน Revenue Management ไม่ใช่แค่เรื่องของโรงแรมใหญ่อีกต่อไป โรงแรมบูติกและ Resort ขนาดกลางในภูเก็ตและทั่วไทยก็สามารถใช้หลักการนี้เพิ่มกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ

หลักการสำคัญ: Revenue Management ไม่ได้หมายความว่าต้องขายห้องให้เต็มทุกคืน แต่หมายถึงการขายห้องในราคาที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงเวลา บางครั้งการขายห้อง 70% ในราคาสูงกว่า ให้กำไรมากกว่าการขายเต็ม 100% ในราคาต่ำ

ขายให้ถูกคน

วิเคราะห์กลุ่มลูกค้าที่มีมูลค่าสูงสุด เช่น ลูกค้าจองตรง vs OTA

เวลาที่ถูกต้อง

ปรับราคาตามช่วงเวลา วันหยุด และ Lead Time การจอง

ราคาที่เหมาะสม

ตั้งราคาตามอุปสงค์ คู่แข่ง และต้นทุนจริงของโรงแรม

ตัวชี้วัดหลัก: RevPAR, ADR, Occupancy Rate

ก่อนจะวางกลยุทธ์ Revenue Management ได้ คุณต้องเข้าใจตัวชี้วัด 3 ตัวนี้ให้ชัดเจน เพราะเป็นภาษากลางที่ Revenue Manager ทั่วโลกใช้วัดผลการดำเนินงานของโรงแรม

1

Occupancy Rate — อัตราการเข้าพัก

คำนวณจาก (จำนวนห้องที่ขายได้ ÷ จำนวนห้องทั้งหมด) × 100 เช่น ขายได้ 80 ห้องจาก 100 ห้อง = Occupancy 80% ตัวเลขนี้บอกว่าโรงแรมขายห้องได้มากแค่ไหน แต่ไม่ได้บอกว่าขายในราคาดีหรือไม่

2

ADR (Average Daily Rate) — ราคาห้องเฉลี่ย

คำนวณจาก รายได้จากห้องพักทั้งหมด ÷ จำนวนห้องที่ขายได้ เช่น รายได้ 160,000 บาท จากห้อง 80 ห้อง = ADR 2,000 บาท ตัวเลขนี้บอกว่าคุณขายห้องได้ในราคาเฉลี่ยเท่าไหร่

3

RevPAR (Revenue Per Available Room) — รายได้ต่อห้องที่มีอยู่

คำนวณจาก ADR × Occupancy Rate หรือ รายได้ห้องพักทั้งหมด ÷ จำนวนห้องทั้งหมด เช่น ADR 2,000 × Occupancy 80% = RevPAR 1,600 บาท นี่คือตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุด เพราะวัดทั้งราคาและอัตราการเข้าพักพร้อมกัน

ตัวอย่างจริง: เพิ่ม RevPAR โดยไม่ต้องเพิ่ม Occupancy

กลยุทธ์ A (เน้น Occupancy)

Occupancy: 95%

ADR: 1,500 บาท

RevPAR: 1,425 บาท

กลยุทธ์ B (เน้น ADR)

Occupancy: 75%

ADR: 2,200 บาท

RevPAR: 1,650 บาท ✓

Dynamic Pricing กลยุทธ์ตั้งราคาแบบยืดหยุ่น

Dynamic Pricing คือการปรับราคาห้องพักแบบ Real-time ตามอุปสงค์และอุปทานของตลาด แทนที่จะตั้งราคาคงที่ตลอดปี โรงแรมที่ใช้ Dynamic Pricing สามารถเพิ่ม RevPAR ได้ 15-30% เมื่อเทียบกับการตั้งราคาแบบ Static

Dynamic Pricing กลยุทธ์ตั้งราคาห้องพักโรงแรมแบบยืดหยุ่นตามซีซั่น

Dashboard แสดง Dynamic Pricing ตาม High Season, Low Season และ Shoulder Season

ปัจจัยที่ใช้กำหนดราคาแบบ Dynamic

Lead Time (ระยะเวลาก่อนเช็คอิน)

จองล่วงหน้า 60+ วัน ราคาต่ำกว่า จองล่วงหน้า 7 วัน ราคาสูงกว่า เพราะความต้องการสูงขึ้น

Occupancy ปัจจุบัน

ถ้าห้องเหลือน้อย ราคาขึ้นอัตโนมัติ ถ้าห้องเหลือเยอะ ราคาลดเพื่อดึงดูดลูกค้า

ราคาคู่แข่ง

ติดตามราคาโรงแรมคู่แข่งในพื้นที่ด้วย Rate Shopping Tool เพื่อปรับให้แข่งขันได้

วันหยุดและ Events

วันหยุดยาว เทศกาล งาน Conference ในพื้นที่ ล้วนส่งผลต่อ Demand และราคา

เครื่องมือที่แนะนำ: สำหรับโรงแรมขนาดเล็ก-กลางในไทย เครื่องมือที่ใช้ง่ายและคุ้มค่า ได้แก่ RoomRaccoon, Cloudbeds, หรือ Little Hotelier ซึ่งมีระบบ Dynamic Pricing และ Channel Manager รวมอยู่ในแพ็กเกจเดียว ราคาเริ่มต้นประมาณ 1,500-5,000 บาท/เดือน

กลยุทธ์ราคาแต่ละซีซั่น (High / Low / Shoulder)

โรงแรมในไทย โดยเฉพาะในภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา มีความแตกต่างของ Demand ระหว่างซีซั่นสูงมาก การวางกลยุทธ์ราคาที่แตกต่างกันในแต่ละซีซั่นจึงเป็นหัวใจของ Revenue Management

Occupancy Rate และ RevPAR ของโรงแรมในแต่ละซีซั่น — High Season vs Low Season

ภาพรวม Occupancy Rate, RevPAR Growth และ ADR Trends ของโรงแรม Resort ในภูเก็ต

High Season (พ.ย. — เม.ย. สำหรับภูเก็ต)

ช่วงที่ Demand สูงสุด ควรเพิ่มรายได้ให้สูงสุด

ตั้งราคาสูงกว่า Rack Rate ปกติ 20-40%

ลด Early Bird Discount ให้น้อยลง

กำหนด Minimum Stay 2-3 คืน ช่วงวันหยุด

เพิ่มราคา Upgrade ห้อง (Upselling)

ปิด Discounted Rate บน OTA

เน้น Direct Booking เพื่อลด Commission

Low Season (พ.ค. — ต.ค. สำหรับภูเก็ต)

ช่วงที่ Demand ต่ำ ต้องดึงดูดลูกค้าด้วยมูลค่าเพิ่ม

ลดราคาให้แข่งขันได้ แต่ไม่ต่ำกว่าต้นทุน

สร้าง Package รวมอาหารเช้า/สปา/กิจกรรม

Long Stay Promotion: จอง 3 คืน ฟรี 1 คืน

เน้น Domestic Market และ Weekend Getaway

ทำ Facebook/Instagram Ads เจาะคนไทย

เปิด Flexible Cancellation Policy

Shoulder Season (ช่วงเปลี่ยนผ่าน)

ช่วงกลาง ต้องปรับกลยุทธ์ตาม Booking Pace

ติดตาม Booking Pace รายวัน

ปรับราคาตาม Occupancy ปัจจุบัน

เปิด Early Bird Rate สำหรับ High Season ถัดไป

ทำ Group Booking เพื่อ Fill Inventory

ใช้ Last Minute Deal สำหรับห้องที่เหลือ

วิเคราะห์ Competitor Rate ทุกสัปดาห์

Channel Management บริหารช่องทางขายให้ได้กำไรสูงสุด

Revenue Management ที่ดีต้องควบคู่กับ Channel Management ที่มีประสิทธิภาพ เพราะแต่ละช่องทางมีต้นทุนและมูลค่าที่แตกต่างกัน การจัดสรรห้องพักให้ถูก Channel จึงส่งผลโดยตรงต่อกำไร

ช่องทางCommissionข้อดีกลยุทธ์
Direct Booking (เว็บโรงแรม)0%กำไรสูงสุด ได้ข้อมูลลูกค้าเน้นลงทุน SEO + Google Hotel Ads
Booking.com15-18%ปริมาณการจองสูงใช้ดึง Awareness แล้ว Retarget
Agoda18-22%แข็งแกร่งในเอเชียตั้งราคาสูงกว่า Direct 15-20%
Expedia20-25%ลูกค้าตะวันตกจำกัด Inventory ใน Low Season
Google Hotel AdsCPC (จ่ายต่อคลิก)แสดงราคาตรงใน Googleลงทุนเพื่อเพิ่ม Direct Booking

กฎ Rate Parity: OTA ส่วนใหญ่กำหนดให้โรงแรมตั้งราคาเท่ากันทุก Channel (Rate Parity) แต่คุณสามารถให้ราคาพิเศษสำหรับ Direct Booking ผ่านช่องทางที่ไม่ใช่สาธารณะ เช่น Email Newsletter, Line Official Account หรือ Loyalty Program ของโรงแรมเอง

Digital Marketing เพิ่มพลัง Revenue Management

Revenue Management และ Digital Marketing ต้องทำงานร่วมกัน โดย Revenue Management กำหนดราคาและกลยุทธ์ ส่วน Digital Marketing ทำหน้าที่ดึงลูกค้าที่ใช่มาในเวลาที่ใช่ ด้วยราคาที่เหมาะสม

ทีม Revenue Management โรงแรม วางกลยุทธ์ Digital Marketing และ Pricing

ทีม Revenue Manager และ Digital Marketing วางกลยุทธ์ราคาและแคมเปญโฆษณาร่วมกัน

1

Google Hotel Ads — แสดงราคาตรงใน Google Search

เมื่อลูกค้าค้นหา 'โรงแรมภูเก็ต' ใน Google โรงแรมของคุณจะแสดงราคาห้องพักตรงๆ ในผลการค้นหา ลูกค้าคลิกมาจองตรงที่เว็บโรงแรมได้เลย ไม่ต้องผ่าน OTA ช่วยประหยัด Commission 15-25%

2

Facebook & Instagram Ads — Retargeting ลูกค้าที่สนใจ

ลูกค้าที่เคยเข้าเว็บโรงแรมแต่ยังไม่จอง สามารถ Retarget ด้วย Facebook Ads ที่แสดงราคาพิเศษหรือ Package น่าสนใจ โดยเฉพาะช่วง Low Season ที่ต้องการดึงดูดลูกค้าเพิ่ม

3

SEO — ติดอันดับค้นหาระยะยาว

การทำ SEO ให้เว็บโรงแรมติดอันดับคีย์เวิร์ดเช่น 'โรงแรมภูเก็ตราคาถูก' หรือ 'resort ภูเก็ต' ช่วยดึง Organic Traffic ที่มีคุณภาพสูงมาจองตรง โดยไม่ต้องจ่าย Commission

4

Email & Line Marketing — รักษาฐานลูกค้าเดิม

ลูกค้าที่เคยพักแล้วมีโอกาสกลับมาพักซ้ำสูงมาก การส่ง Email หรือ Line Message แจ้ง Early Bird Rate สำหรับ High Season ถัดไป หรือ Special Package สำหรับ Low Season ช่วยเพิ่ม Repeat Booking ได้อย่างมีนัยสำคัญ

99 Ads Agency ช่วยโรงแรมของคุณได้อย่างไร?

เราเป็น Digital Marketing Agency ที่เชี่ยวชาญด้านโรงแรมและ Hospitality โดยเฉพาะ ให้บริการครบวงจรตั้งแต่ Google Hotel Ads, Facebook/Instagram Ads, SEO สำหรับโรงแรม ไปจนถึงการวางกลยุทธ์ Revenue Management ร่วมกับทีมของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อย

QRevenue Management โรงแรม คืออะไร?

Revenue Management คือกระบวนการบริหารรายได้โรงแรมอย่างเป็นระบบ โดยการขายห้องพักให้ถูกคนในเวลาที่ถูกต้อง ในราคาที่เหมาะสม ผ่านช่องทางที่ดีที่สุด เป้าหมายคือเพิ่ม RevPAR (Revenue Per Available Room) ให้สูงสุด ไม่ใช่แค่เพิ่ม Occupancy Rate อย่างเดียว เพราะห้องที่ขายเต็มในราคาต่ำอาจทำกำไรน้อยกว่าห้องที่ขายได้ 70% ในราคาสูง

QRevPAR, ADR และ Occupancy Rate แตกต่างกันอย่างไร?

Occupancy Rate คืออัตราการเข้าพักเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น 80% หมายถึงมีห้องถูกจอง 80 ห้องจาก 100 ห้อง ADR (Average Daily Rate) คือราคาห้องเฉลี่ยต่อคืนที่ขายได้จริง ส่วน RevPAR คือ ADR x Occupancy Rate เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุด เพราะวัดทั้งราคาและอัตราการเข้าพักพร้อมกัน เช่น ADR 2,000 บาท x Occupancy 70% = RevPAR 1,400 บาท

QDynamic Pricing คืออะไร และโรงแรมเล็กทำได้ไหม?

Dynamic Pricing คือการปรับราคาห้องพักแบบ Real-time ตามอุปสงค์และอุปทาน เช่น ช่วงวันหยุดยาวหรือ High Season ราคาจะสูงขึ้น ช่วง Low Season ราคาจะลดลงเพื่อดึงดูดลูกค้า โรงแรมเล็กก็ทำได้ครับ เพียงแค่ใช้ Channel Manager ที่รองรับ Dynamic Pricing และตั้งกฎราคาอัตโนมัติตามเงื่อนไขที่กำหนด ไม่จำเป็นต้องมีทีม Revenue Manager เต็มเวลา

Qควรตั้งราคาห้องช่วง Low Season ยังไงให้ยังมีกำไร?

กลยุทธ์ Low Season ที่ได้ผลดีคือ (1) ลดราคาให้แข่งขันได้แต่ไม่ต่ำกว่าต้นทุน (2) สร้าง Package พิเศษที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น รวมอาหารเช้า สปา หรือกิจกรรม (3) ทำ Long Stay Promotion เช่น จอง 3 คืนฟรี 1 คืน (4) เน้น Domestic Market ที่ไม่ขึ้นกับ Seasonal Pattern ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ (5) ใช้ Facebook/Instagram Ads เจาะกลุ่มคนไทยที่ต้องการพักผ่อนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

QChannel Management ช่วย Revenue Management ได้อย่างไร?

Channel Manager คือซอฟต์แวร์ที่ช่วยบริหารราคาและ Availability ของห้องพักบนทุก OTA พร้อมกันแบบ Real-time เช่น Booking.com, Agoda, Expedia และเว็บโรงแรมเอง ช่วยป้องกัน Overbooking และทำให้สามารถปรับราคาได้รวดเร็ว นอกจากนี้ยังช่วยวิเคราะห์ว่า Channel ไหนให้ผลกำไรสูงสุด เพื่อจัดสรรห้องพักให้เหมาะสม

Q99 Ads Agency ช่วยโรงแรมด้าน Revenue Management ได้อย่างไร?

99 Ads Agency ให้บริการด้าน Digital Marketing ที่เสริม Revenue Management โดยตรง ได้แก่ Google Hotel Ads เพื่อแสดงราคาตรงใน Google Search, Facebook/Instagram Ads เพื่อ Retargeting ลูกค้าที่เคยเข้าเว็บ, SEO เพื่อให้เว็บโรงแรมติดอันดับค้นหา และ Meta Ads สำหรับ Low Season Campaign เราช่วยให้โรงแรมในภูเก็ตและทั่วไทยเพิ่ม Direct Booking และลด OTA Commission ได้จริง

พร้อมเพิ่ม RevPAR โรงแรมของคุณแล้วหรือยัง?

ทีม 99 Ads Agency เชี่ยวชาญด้าน Digital Marketing สำหรับโรงแรมโดยเฉพาะ ช่วยวางกลยุทธ์ตั้งแต่ Google Hotel Ads ไปจนถึง Revenue Management ปรึกษาฟรีวันนี้

093 140 4295
💬 ติดต่อเราผ่าน LINE ได้เลย!